ผสานจุดแข็ง โอเลฟินส์–โพลิโอเลฟินส์ ยกระดับมาบตาพุดสู่ฮับปิโตรเคมีอาเซียน เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน เสริมแกร่งนวัตกรรมและผลิต ภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง คาดรับรู้ Synergy เต็มที่ภายใน 3 ปี เตรียมเสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติเดือน ธ.ค. 2569 ก่อนเดินหน้าจัดตั้งบริษัทร่วมทุนให้แล้วเสร็จในครึ่งหลังปี 2570
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในเวทีโลก ด้วยการรวมจุดแข็งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการบริหารวัตถุดิบ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดทั่วโลก เพื่อสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และพร้อมรับมือกับความผันผวนของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ภายใต้แผนดังกล่าว บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี และมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต พร้อมเสริมบทบาทประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของภูมิภาคอาเซียน
ทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยทยอยรับรู้ประโยชน์และคาดว่าจะรับรู้ได้เต็มที่ภายในประมาณ 3 ปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และเพิ่มศักยภาพการสร้างกำไรและกระแสเงินสดในอนาคต
GC ชูมาบตาพุดฐานยุทธศาสตร์ เชื่อม R&D สร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมไทย
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า การผนึกกำลังครั้งนี้เป็นการต่อยอดศักยภาพของมาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสำคัญของประเทศไทย ให้ก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน โดยเชื่อมโยงความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเข้ากับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้ง GC และ SCGC
ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมปลายน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับศักยภาพการผลิต และเพิ่มโอกาสการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดส่งออก
SCGC ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรม รับมือความท้าทายตลาดโลก
นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวว่า การนำจุดแข็งที่แตกต่างและเกื้อหนุนกันของทั้งสององค์กรมาผสาน จะช่วยสร้างธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบและฐานการผลิต ไปจนถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมปลายน้ำ
เมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมีของภูมิภาค และผลักดันธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ขึ้นสู่กลุ่มผู้ผลิต 10 อันดับแรกของโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางความท้าทายและความผันผวนของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ผสานจุดแข็งสององค์กร ต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการนำความเชี่ยวชาญที่แตกต่างของทั้งสองบริษัทมาสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ โดย GC มีจุดแข็งด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบที่หลากหลาย ทั้งแนฟทา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โพรเพน และอีเทน ประกอบกับการมีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ และเสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานและปิโตรเคมีโลก ควบคู่กับความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
ขณะที่ SCGC มีความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาร่วมกับลูกค้า เพื่อเปลี่ยนแนวคิดและโจทย์ทางธุรกิจให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยมี i2P Center (Ideas to Products) หรือศูนย์นวัตกรรมครบวงจร เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน
การผสานความเชี่ยวชาญดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้า และสร้างโซลูชันใหม่สำหรับอุตสาห กรรมที่มีแนวโน้มเติบโต อาทิ ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง ต่อยอดความแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย
นอกจากนี้ การรวมเครือข่ายตลาดและฐานลูกค้าของทั้งสองบริษัทจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะอาเซียนซึ่งยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว พร้อมเพิ่มศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ใช้ฐานผลิตมาบตาพุดร่วมกัน เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือฐานการผลิตของทั้งสองบริษัทที่ตั้งอยู่ใกล้กันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญของประเทศ เปิดโอกาสให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบและกระบวนการผลิต รวมถึงใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ทั้งระบบท่อส่งวัตถุดิบ ระบบสาธารณูปโภค และระบบสนับสนุนการผลิต
ขณะเดียวกัน ทั้งสองบริษัทจะสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของแต่ละองค์กรมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ ลดต้นทุน และเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
ประโยชน์จากการผนึกกำลังคาดว่าจะมาจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน ใช้ความได้เปรียบด้านวัตถุดิบและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาและการผลิต
2. เสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์และความเป็นผู้นำตลาด ต่อยอดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสทางการตลาด
3. ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ บริหารต้นทุน และสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน เพิ่มศักยภาพการทำกำไรและสร้างกระแสเงินสด เพื่อรองรับการลงทุนและการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาด
GC ถือหุ้น 56% SCGC ถือหุ้น 44% คาดตั้งบริษัทร่วมทุนครึ่งหลังปี 2570
สำหรับโครงสร้างธุรกรรม ทั้งสองบริษัทมีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดย GC ถือหุ้นในสัดส่วน 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% ผ่านการแลกเปลี่ยนหุ้นโดยไม่มีการชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด ครอบคลุมสินทรัพย์และธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง
โครงสร้างดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้บริษัทร่วมทุนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจทางธุรกิจ และสร้างกลไกการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับสัดส่วนการถือหุ้น
ทั้งสองบริษัทวางแผนเสนอขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในเดือนธันวาคม 2569 จากนั้นจะดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อน (Condition Precedent: CP) ซึ่งรวมถึงการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจ
หากได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องครบถ้วน รวมถึงปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570
การผนึกกำลังระหว่าง GC และ SCGC จึงไม่ใช่เพียงการสร้างธุรกิจปิโตรเคมีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เป็นการวางรากฐานธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย และผลักดันอุตสาห กรรมปิโตรเคมีไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก