บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP มุ่งดำเนินงานอย่างรอบคอบท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การจัดหาน้ำมันดิบ และการรักษาระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและตอบสนองความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลให้ช่องแคบ ฮอร์มุซปิดชั่วคราว กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของอุปทานโลก ไทยออยล์จึงปรับกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบอย่างทันท่วงที โดยลดการพึ่งพาจากตะวันออกกลางและกระจายแหล่งจัดหามากขึ้น โดยในไตรมาส 2 ไทยออยล์จัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอยู่ที่ร้อยละ 59 จากทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริการวมกันร้อยละ 32 จากภายในประเทศร้อยละ 7 และจากตะวันออกไกลร้อยละ 2 พร้อมรักษาอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ”
การบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือความท้าทายของตลาด และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วง เดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยกลับมา น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงในช่วงปลายไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม น้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตจะต้องจัดซื้อล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน โดยน้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตในไตรมาส 2 จะเป็นน้ำมันดิบที่จัดซื้อในช่วงเดือนเมษายน - เดือนพฤษภาคม ซึ่งราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงขณะที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน จึงรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จำนวน 10,741 ล้านบาท หรือ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน จำนวน 6,476 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2 เท่ากับ 8,915 ล้านบาท และเมื่อหักค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 8,284 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 3.71 บาทต่อหุ้น ลดลง 11,197 ล้านบาทจากไตรมาส 1/69 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 27,765 ล้านบาท”
แนวโน้มในช่วงไตรมาส 3/69 คาดว่าสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน มีปัจจัยที่น่าจับตา ดังนี้:
ความสำเร็จของการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อการเติบโตในอนาคต
ไทยออยล์ร่วมบรรเทาค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท
ตลอดกว่า 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าแก่ชุมชนและสังคม โดยในปี 2569 มีส่วนร่วมบรรเทาค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ผ่านการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในช่วงครึ่งแรกของปีตามมาตรการภาครัฐ มูลค่าประมาณ 3,220 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าโครงการเพื่อสังคมตลอดปี 2569 มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท ครอบคลุมด้านสุขภาวะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม การศึกษา สังคมและวัฒนธรรม โดยมีการดำเนินงานสำคัญ ได้แก่
ด้านสุขภาวะ: สนับสนุนโรงพยาบาลแหลมฉบังด้วยงบประมาณสะสมกว่า 170 ล้านบาท ครอบคลุมการก่อสร้าง “อาคารไทยออยล์” อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 5 ชั้น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมขยายการสนับสนุนสู่ระดับประเทศ โดยในปี 2569 มอบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่ากว่า 195 ล้านบาท แก่โรงพยาบาล 16 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชน
ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม: ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงพยาบาลและสถานศึกษาภาครัฐในพื้นที่ห่างไกลสะสม 24 แห่ง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 428 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 45,000 ต้น* พร้อมช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน
ด้านการศึกษา สังคมและวัฒนธรรม: ส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชน ผ่านทุนการศึกษา สื่อการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาทักษะ ควบคู่กับการส่งเสริมกีฬา การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
ภายใต้ความท้าทายของตลาดพลังงานโลก ไทยออยล์ยังคงมุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการจัดหาน้ำมันดิบและรักษาระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างคุณค่าที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน