● Solar Floating 5.03 MW ต้นแบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เอง
ณ อ่างเก็บน้ำหนองไก่เตี้ย ฐานทัพเรือสัตหีบ
● ผลิตใช้เองมากขึ้น เปลี่ยนโครงสร้างระบบไฟฟ้าไทย กระทบทั้งการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า
ระบบสายส่ง และกำลังผลิตสำรอง
● PDP2026 ต้องรับมือรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป มุ่งสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคง
ต้นทุนเหมาะสม และยืดหยุ่นรองรับพลังงานหมุนเวียน
● เดินหน้าสู่พลังงานสะอาดและ Net Zero 2050 พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ระบบไฟฟ้าไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า จากเดิมที่พึ่งพาไฟฟ้าจากระบบส่วนกลาง ไปสู่การที่หน่วยงาน ภาคธุรกิจ และประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เองได้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า การวางแผนกำลังผลิต ระบบสายส่ง และระดับกำลังผลิตสำรองที่เหมาะสม
โดยการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP2026) จะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไทยให้มีความมั่นคง มีต้นทุนที่เหมาะสม และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
“การจัดทำ PDP2026 ต้องพิจารณาว่ารูปแบบการผลิตและใช้ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น ความต้องการไฟฟ้าจากระบบในแต่ละช่วงเวลามีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงความมั่นคงและพร้อมรองรับในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตได้” ผอ.สนพ. กล่าว
สำหรับโครงการ Solar Floating ณ อ่างเก็บน้ำหนองไก่เตี้ย เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือ และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกำลังผลิตติดตั้ง 5.03 เมกะวัตต์ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะจ่ายเข้าสู่ระบบไฟฟ้าเดิมของฐานทัพเรือสัตหีบ และบริหารกำลังผลิตไม่ให้เกินความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในพื้นที่
โดยจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าในไตรมาสแรกของปี 2570 คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 6.35 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 82,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตลอดอายุโครงการ
แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะไม่ได้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน แต่ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากสะท้อนแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าใช้เองและการบริหารพลังงานภายในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองกับระบบไฟฟ้าหลัก ตลอดจนเห็นความจำเป็นในการเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต