กรมเชื้อเพลิงฯ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ดึงทุนใหญ่สำรวจแหล่งอันดามัน

06 กุมภาพันธ์ 2569 15.45 น.
อ่าน 1,379 ครั้ง
 
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผยทิศทางโครงการที่เดินหน้าต่อในปี 2569 เพื่อให้การบริหารจัดการปิโตรเลียมของไทยสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงผันผวนตลอดเวลา โดยดำเนินการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาทั้งการเตรียมเปิดสำรวจฯ รอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน หวังดึงทุนขนาดใหญ่เข้าลงทุน การนำร่องโครงการ CCS รองรับเป้าหมาย Net Zero ตลอดจนการเตรียมแก้กฎหมายปิโตรเลียม หวังสร้างความต่อเนื่องทางพลังงาน กระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุน สร้างความมั่นคง เสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ
 
นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ แถลงผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยทิศทางการดำเนินโครงการด้านการบริหารจัดการปิโตรเลียมของประเทศในปี 2569 นี้ จะเน้นยุทธศาสตร์ในการสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงานเพื่อเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด พร้อมกระตุ้นให้เกิดการลงทุน มุ่งสู่การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานที่สอดคล้องไปกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ยุคคาร์บอนต่ำ โดยการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ประกอบด้วย 
 
การต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B8/38 (แหล่งบัวหลวง) และแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B12/27 (แหล่งไพลิน) ซึ่งเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศทั้งในด้านการสร้างรายได้ให้แก่รัฐ เกิดความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม
 
การเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการสนับสนุน และเร่งรัดการจัดหาพลังงาน โดยการส่งเสริมและเร่งรัดการสำรวจและพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติในประเทศได้ส่งเสริมการดำเนินการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ซึ่งภายหลังจากการออกประกาศเชิญชวนการเปิดให้ยื่นขอสิทธิฯ ไปแล้วนั้น ได้มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ
 
คาดว่าสามารถเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งหากพัฒนาได้เชิงพาณิชย์จะมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี และคาดว่าจะสามารถให้สัมปทานปิโตรเลียมได้ภายในปี 2569
 
นอกจากนี้ ในปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันเป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน จึงนับว่ามีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน
 
คาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโอกาสดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
 
ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีต่อไป
 
การดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) โดยมีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ คาดว่าสามารถสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
 
นอกจากนั้น ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
การดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 โดยประกอบด้วย
 
1) โครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2 โดยกรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับ หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 แล้วนั้น ปัจจุบันได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดว่าจะสามารถสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569
 
2) โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571
 
การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. …. เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศโดยรวม เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปีมาแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
 
"กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และในปี 2569 กรมฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานภายใต้แนวคิด 'ความต่อเนื่อง มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม' โดยมีภารกิจหลักใน 3 มิติสำคัญ คือการรักษาฐานเดิม ด้วยการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมเดิม เพื่อให้การผลิตไม่หยุดชะงักและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ ๆ เร่งกระตุ้นการลงทุนผ่านการเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่ศักยภาพสูงอย่างทะเลอันดามัน พร้อมปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมิติก้าวสู่พลังงานสะอาด ยกระดับการบริหารจัดการสู่ยุคคาร์บอนต่ำด้วยโครงการนำร่องเทคโนโลยี CCS เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวในท้ายที่สุด
- Advertisement -
- Advertisement -

RELATED

- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -

Lasted

  • กบน. สั่งลดจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ครั้งที่ 4 ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล-เบนซิน
    06 ก.พ. 2569 17.12 น.
  • กรมเชื้อเพลิงฯ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ดึงทุนใหญ่สำรวจแหล่งอันดามัน
    06 ก.พ. 2569 15.45 น.
  • ไทยออยล์คว้ารางวัล Thailand Energy Awards 2025
    06 ก.พ. 2569 15.41 น.
  • ไทยออยล์ ประกาศซื้อคืนหุ้นกู้ ตามกลยุทธ์การลดหนี้ เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน
    06 ก.พ. 2569 07.24 น.
  • EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62
    05 ก.พ. 2569 12.06 น.

Most Viewed

  • EGCO Group Fully Moves Forward, Allocating over 150-billion-baht budget within 5 years
    04 มี.ค. 2564 18.32 น.
  • "อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์" คว้าสุดยอดผู้นำองค์กรแห่งปี
    20 มิ.ย. 2566 21.47 น.
  • 54 ปี กฟผ. เดินหน้าผลิตไฟฟ้าสีเขียว รุกขยายโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดในเขื่อน
    01 พ.ค. 2566 09.50 น.
  • แม่ฮ่องสอน..สู่เมืองท่องเที่ยวสีเขียว ชู "โซลาร์ฟาร์มสมาร์ทกริด" พร้อมจ่ายไฟเชิงพาณิชย์แล้ววันนี้
    25 พ.ค. 2566 17.14 น.
  • ‘ผลิต-ไฟฟ้าลาว’ มั่นใจผลงานปีนี้เติบโตเด่น รับดีมานด์ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคเพิ่ม
    03 พ.ค. 2566 13.56 น.